ฟิลิปปินส์อพยพคนนับพัน ภูเขาไฟส่อปะทุ ทางการยกระดับอันตราย

สิงคโปร์วางกลยุทธ์ใหม่ในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจะมุ่งเน้นสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับมันได้
การฉีดวัคซีนคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อไปสู่นิวนอร์มอล สิงคโปร์ตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนแก่ประชากร 2 ใน 3 ให้ครบ 2 โดส ภายในเดือนสิงหาคมนี้

สิงคโปร์ยังมีแผนจัดหาอุปกรณ์ตรวจเชื้อที่ง่ายและรวดเร็วเข้ามาเพิ่ม เพื่อจะได้ไม่ต้องกักตัวประชาชนจำนวนมาก เพียงเพราะพบผู้ติดเชื้อแค่คนเดียวอีกต่อไป

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต้องกลับมาใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธ์ุเดลตา สิงคโปร์กำลังวางกลยุทธ์ใหม่ เบนเป้าหมายจากการกำจัดไวรัส เป็นการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับมันได้ เพื่อนำชีวิตปกติกลับคืนมา ไม่ต้องล็อกดาวน์ หรือนับจำนวนผู้ติดเชื้อ และสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกักตัวอีกต่อไป

แผนการใหม่ดังกล่าว ซึ่งนำเสนอโดย 3 รัฐมนตรีสมาชิกทีมเฉพาะกิจรับมือโควิด-19 ในสิงคโปร์ คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับยุทธศาสตร์ทำให้ ‘การติดต่อเป็นศูนย์’ ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังใช้และจนถึงตอนนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ประสบความสำเร็จในการควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดขนาดใหญ่

ทว่าในระยะยาว การทำให้การติดต่อเป็นศูนย์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะไวรัสกลายพันธ์ุอย่างรวดเร็วและมีสายพันธ์ุใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ รัฐมนตรีทั้ง 3 คนจึงไม่เชื่อว่าจะสามารถกำจัดโควิด-19 ให้หมดไปได้ และในท้ายที่สุด มันจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่เราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน

โควิดไม่มีวันหมดไป

ในบทความซึ่งเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ รัฐมนตรีทั้งสามคนยอมรับว่า โควิด-19 อาจไม่มีวันหมดไป เพราะมันกลายพันธ์ุอย่างต่อเนื่อง และมีชีวิตรอดอยู่ในสังคมของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า มันจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น ที่เราต้องเตรียมพร้อมเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับมัน

ตัวอย่างของโรคประจำถิ่นที่ชัดเจนที่สุดคือ เชื้อไข้หวัดใหญ่ ทุกปีจะมีผู้คนนับแสนรายติดเชื้อแต่ส่วนใหญ่กลับหายได้เองโดยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล และแทบไม่ต้องใช้ยาในการรักษาเลย แม้ว่าในประเทศขนาดใหญ่เช่น สหรัฐฯ จำนวนผู้ติดเชื้อกับล้มป่วยจะมากกว่า และทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนทุกปีก็ตาม

แต่เนื่องจากโอกาสที่จะล้มป่วยหนักเพราะไข้หวัดใหญ่มีน้อยมาก ผู้คนจึงอยู่ร่วมกับมันได้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันในฤดูการระบาด โดยใช้มาตรการป้องกันง่ายๆ หรือฉีดวัคซีนประจำปีเท่านั้น

“เราสามารถทำให้โควิด-19 มีผลลัพธ์ออกมาคล้ายกันได้ เรากำจัดมันไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนการระบาดที่แพร่กระจายไปทั่ว เป็นสิ่งที่เป็นภัยคุกคามน้อยลงมากๆ ได้ เหมือนกับไข้หวัดใหญ่, โรคมือเท้าปาก หรืออีสุกอีใส แล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป”

วัคซีน ก้าวแรกสู่ชีวิตปกติ

ขั้นตอนแรกของแผนการก้าวไปสู่การใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือ การฉีดวัคซีน สิงคโปร์กำหนดเป้าหมายฉีดวัคซีนโดสแรกแก่ประชาชน 2 ใน 3 ภายในเดือนกรกฎาคม และครบ 2 โดสภายในวันที่ 9 ส.ค. ซึ่งตรงกับวันชาติของแดนลอดช่องพอดี

รัฐมนตรีทั้ง 3 คนยืนยันว่า วัคซีนได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงติดเชื้อรวมถึงการส่งต่อเชื้อ และถึงคุณจะติดโรค วัคซีนก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้มีอาการป่วยรุนแรง

เมื่อประชาชนได้รับวัคซีนมากขึ้น สิงคโปร์จะปรับวิธีสังเกตการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวัน ให้คล้ายกับการติดตามไข้หวัดใหญ่คือ บันทึกเฉพาะผู้ที่อาการป่วยรุนแรงหรือต้องเข้ารักษาในห้องไอซียู ส่วนผู้ติดเชื้อปกติจะได้รับอนุญาตให้พักฟื้นที่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุขได้

เหล่ารัฐมนตรีระบุด้วยว่า อาจจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนโดสที่ 3 หรือ วัคซีนกระตุ้นในอนาคต เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูง และป้องกันตัวจากไวรัสกลายพันธ์ุชนิดใหม่ๆ ที่อาจต้านทานวัคซีนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และอาจมีโครงการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมระยะเวลาหลายปีด้วย

ตรวจเชื้อให้ง่ายและรวดเร็ว

การตรวจเชื้อและการเฝ้าระวังยังคงเป็นสิ่งจำเป็น การเฝ้าระวังบริเวณพรมแดนจะคงเข้มงวด เพื่อป้องกันการเข้ามาของไวรัสกลายพันธ์ุ แต่การตรวจเชื้อในประเทศ จะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์เฉพาะอย่างเช่น ก่อนหน้างานอีเวนต์ขนาดใหญ่ ลดการตรวจเพื่อตามรอยโรคและกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดลง

เพื่อการนั้น ทีมเฉพาะกิจฯ ระบุว่า จำเป็นต้องมีวิธีตรวจเชื้อที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น มาแทนที่วิธีตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส หรือ PCR ที่ใช้การแหย่สำลีเข้าไปในจมูกหรือลำคอ ซึ่งทั้งไม่สบายตัวและเสียเวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะรู้ผล

ตอนนี้รัฐบาลได้แจกจ่ายชุดตรวจหาแอนติเจนแบบเร็ว รวมทั้งชุดตรวจเชื้อด้วยตัวเอง แก่สถานพยาบาล, คลินิกเอกชน, ลูกจ้าง, เจ้าของอาคาร และร้านขายยาแล้ว นอกจากนั้น รัฐกำลังจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ชุดตรวจเชื้อด้วยลมหายใจ เข้ามาเพิ่มด้วย
สังคมต้องมีความรับผิดชอบ

ตอนนี้ สิงคโปร์มีวิธีการบำบัดโรคที่มีประสิทธิภาพมากมายในรักษาผู้ป่วยโควิดอาการหนัก ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสการป่วยหนักหรือเสียชีวิต

แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่า เราสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้หรือไม่ คือความรับผิดชอบทางสังคมของประชาชน “หากพวกเรารักษาสุขอนามัยได้ดี โอกาสติดเชื้อก็จะลดลง ถ้าเราคำนึงถึงผู้อื่น ก็ควรอยู่ห่างจากฝูงชนเวลาไม่สบาย หากเราทุกคนแบกรับภาระซึ่งกันและกัน หยุดอยู่บ้านเมื่อป่วยเพื่อให้เพื่อนร่วมงานปลอดภัย ขณะที่นายจ้างก็ไม่กล่าวโทษลูกน้อง สังคมของเราก็จะปลอดภัยขึ้นมาก”

‘นิวนอร์มอล’ ของสิงคโปร์

เหล่ารัฐมนตรีระบุในบทความด้วยว่า หากยุทธศาสตร์ใหม่ของพวกเขาประสบความสำเร็จ “ความปกติแบบใหม่” หรือ “นิวนอร์มอล” จะเกิดขึ้น ผู้ติดเชื้อสามารถรักษาตัวที่บ้าน เพราะเมื่อฉีดวัคซีนแล้วอาการป่วยจะไม่รุนแรง ส่วนคนรอบข้างที่ได้รับวัคซีนแล้วก็มีความเสี่ยงติดเชื้อต่ำ ไม่ต้องกังวลเรื่องระบบสาธารณสุขรับจำนวนผู้ป่วยไม่ไหว

รัฐบาลอาจไม่ต้องตามรอยโรคและกักตัวผู้คนจำนวนมากทุกครั้งที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจเชื้อที่ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้ทางการจะไม่รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อทุกวันอีกต่อไป แต่จะบันทึกเฉพาะจำนวนผู้ป่วยอาการหนัก, ต้องเข้าไอซียู หรือต้องรับออกซิเจน

หลังจากนั้น รัฐบาลจะค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด อนุญาตให้คนรวมตัว จะงานอีเวนต์ใหญ่ เช่น พาเหรดวันชาติ หรืองานนับถอยหลังขึ้นปีใหม่ ธุรกิจต่างๆ จะมั่นใจได้ว่า กิจการของพวกเขาจะไม่ถูกขัดจังหวะอีกแล้ว และในท้ายที่สุด เราจะสามารถกลับมาเดินทางไปต่างประเทศได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีทั้งสามย้ำว่า โรดแมปไปสู่นิวนอร์มอลของพวกเขา ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน และพวกเขารู้ดีว่า การต่อสู้กับโควิด-19 นั้น เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้ในตอนนี้พวกเขายังจำเป็นต้องใช้มาตรการเฝ้าระวังที่จำเป็น เพื่อคงจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอาไว้